|
ศ า ล แ ร ง ง า น ก ล า ง
|
|
|
|
| |
มาตรา 5 ให้จัดตั้งศาลแรงงานกลางขึ้นในกรุงเทพมหานคร
และจะเปิดทำการเมื่อใด ให้ประกาศโดยพระราชกฤษฦีฎา
ให้ศาลแรงงานกลางมีเขตอำนาจตลอดกรุงเทพมหานคร
จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดนครปฐม
จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดปทุมธานี
มาตรา 6 ให้จัดตั้งศาลแรงงานภาคขึ้น และจะเปิดทำการเมื่อใดให้ประกาศโดยพระราชกฤษฦีฎา
ซึ่งจะต้องระบุเขตอำนาจศาลและกำหนดที่ตั้งศาลในเขตศาลนั้นไว้ด้วย
มาตรา 7 ถ้าจะจัดตั้งศาลแรงงานจังหวัดขึ้นในจังหวัดใด
ให้กระทำโดยพระราชบัญญัติ ซึ่งจะต้องระบุเขตอำนาจศาลนั้นไว้ด้วย
มาตรา 8 ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องต่อไปนี้
(1) คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิ หรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
(2) คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิ หรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
(3) กรณีที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
(4) คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน
หรือของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ หรือรัฐมนตรี
ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
(5) คดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง
สืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน
(6) ข้อพิพาทแรงงานที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหากไทยขอให้ศาลแรงงานชี้ขาดตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
คดีตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
บัญญัติให้ร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้
จะดำเนินการในศาลแรงงานได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้แล้ว
มาตรา 9 ในท้องที่ที่ศาลแรงงานเปิดทำการแล้ว
ห้ามมิให้ศาลชั้นต้นอื่นใดในท้องที่นั้นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานไว้พิจารณาพิพากษา
ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่
ไม่ว่าจะเกิดปัญหาในศาลแรงงานหรือศาลอื่น
อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัยคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด
มาตรา 10 ให้ศาลแรงงานสังกัดอยู่ในกระทรวงยุติธรรม
และให้นำบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาใช้บังคับแก่ศาลแรงงานโดยอนุโลม
กลับข้างบน
|
|
|
 |
 |
|
| |
หมวดที่
2.ผู้พิพากษาในศาลแรงงาน
|
มาตรา 11 ในศาลแรงงานให้มีผู้พิพากษาและผู้พิพากษาสมทบตามจำนวนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะได้กำหนดตามความจำเป็น
โดยเฉพาะผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างให้มีจำนวนฝ่ายละเท่าๆ
กัน
มาตรา 12 ผู้พิพากษาของศาลแรงงานจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งจากข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
ซึ่งเป็นผู้มีความรู้และความเข้าใจในปัญหาแรงงาน
มาตรา 13 ในศาลแรงงานกลางและศาลแรงงานภาค
ให้มีอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางและอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค
ศาลละหนึ่งคน และให้มีรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางและรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค
ตามจำนวนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะได้กำหนดตามความจำเป็นของแต่ละศาล
ในศาลแรงงานจังหวัด ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแรงงานจังหวัด
ศาลละหนึ่งคน
มาตรา 14 ผู้พิพากษาสมทบจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งจากบุคคลตามบัญชีรายชื่อผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างที่กรมแรงงานเสนอจากการลงคะแนนเสียงของสมาคมนายจ้าง
และสหภาพแรงงานแต่ละฝ่าย ซึ่งจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานในเขตศาลแรงงานนั้น
เว้นแต่ในเขตศาลแรงงานใดไม่มีสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานซึ่งจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานไว้
จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลตามบัญชีรายชื่อที่กรมแรงงานเสนอแทนฝ่ายนายจ้างหรือฝ่ายลูกจ้าง
ผู้ที่ได้รับการเสนอเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบต้องมีคุณสมบัติและ
ไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
1. มีสัญชาติไทย
2. บรรลุนิติภาวะ
3. มีภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานอยู่ในเขตศาลแรงงานนั้น
4. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ
หรือสเมือนคนไร้ความสามารถ
5. ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
หรือความผิดลหุโทษ
6. เป็นผู้มีความเลื่อมใสในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
7. ไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน
หรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า
2 ปี หรือพ้นเวลาที่ศาลได้กำหนดในการรอการลงโทษแล้ว
8. ไม่เป็นข้าราชการการเมือง กรรมการพรรคการเมือง
หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง สมาชิกในรัฐสภา
หรือสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง
หรือทนายความ
หลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งรายชื่อผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ผู้ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบจะต้องเข้ารับการอบรมในเรื่องเกี่ยวกับศาลแรงงาน
อำนาจหน้าที่ของผู้พิพากษาสมทบ และระเบียบที่เกี่ยวข้องตลอดจนการดำรงตนในฐานะเป็นผู้พิพากษาสมทบตามระเบียบการอบรมที่กระทรวงยุติธรรมกำหนด
ก่อนเข้ารับตำแหน่ง ผู้พิพากษาสมทบจะต้องปฏิญาณตนต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง
หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแรงงานจังหวัด
ซึ่งตนจะเข้าสังกัด แล้วแต่กรณีว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม
โดยไม่ผูกพันตนว่าเป็นฝ่ายนายจ้างหรือฝ่ายลูกจ้าง
และรักษาความลับในราชการ
ผู้พิพากษาสมทบให้ดำรงตำแหน่งคราวละสองปี
แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ต้องออกตามวาระไป
แล้วให้ดำรงตำแหน่งต่อไปอีกก็ได้
มาตรา 15 ผู้พิพากษาสมทบพ้นตำแหน่ง เมื่อ
1. ออกตามวาระ
2. ตาย
3. ลาออก
4. ขาดคุณสมบัติ หรือเข้าลักษณะต้องห้ามอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา
14
5. ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้จำคุก
6. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกเพราะขาดการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดถึงสองครั้งติดต่อกัน
โดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือเพราะกระทำการใดๆ
อันเป็นเหตุที่ข้าราชการตุลาการจะต้องพ้นจากตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการการพ้นจากตำแหน่งตาม
(4) หรือ (6) ต้องได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการ
ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการตุลาการ
มาตรา 16 ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค
ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแรงงานภาคจังหวัด แล้วแต่กรณีหรือผู้ทำการแทนในตำแหน่งกังกล่าว
กำหนดผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างที่จะต้องปฏิบัติการ
โดยจะกำหนดให้มีผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างสำรองไว้ด้วยก็ได้
มาตรา 17 ภายใต้บังคับมาตรา 18 ศาลแรงงานต้องมีผู้พิพากษา
ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้าง
ฝ่ายละเท่าๆกัน จึงจะเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีมาตรา
18 กระบวนพิจารณานอกจากการนั่งพิจารณาและพิพากษาคดีผู้พิพากษาของศาลแรงงานคนใดคนหนึ่งมีอำนาจกระทำหรือออกคำสั่งใดๆ
ได้ โดยจะให้มีผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลบูกจ้างร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้
มาตรา 19 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการคัดค้านผู้พิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาใช้บังคับแก่การคัดค้านผู้พิพากษาของศาลแรงงานและผู้พิพากษาสมทบโดยอนุโลม
มาตรา 20 ผู้พิพากษาสมทบที่นั่งพิจารณาคดีใดจะต้องพิจารณาคดีนั้นจนเสร็จเว้นแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
เพราะเจ็บป่วยหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น ในกรณีเช่นว่านี้ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา
16 จัดให้ผู้พิพากษาสมทบซึ่งได้กำหนดให้เป็นผู้สำรองไว้ถ้ามี
หรือผู้พิพากษาสมทบอื่นเข้าปฏิบัติการแทน
มาตรา 21 ผู้พิพากษาสมทบจะได้รับค่าป่วยการ
ค่าพาหนะเดินทาง ค่าเช่าที่พัก และค่าตอบแทนอย่างอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 22 ในกรณีที่ยังไม่มีการแต่งตั้งผู้พิพากษาสมทบขึ้นใหม่
หรือมีการแต่งตั้งแล้วแต่ยังไม่ได้เข้ารับหน้าที่
ให้ผู้พิพากษาสมทบซึ่งออกไปตามวาระคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน
ผู้พิพากษาสมทบซึ่งจะต้องพ้นจากตำแหน่งตามวาระ
ให้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีซึ่งตนได้นั่งพิจารณาไว้ก่อนจนกว่าจะเสร็จคดีนั้น
แต่ต้องไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันครบกำหนดออกตามวาระ
มาตรา 23 ผู้พิพากษาสมทบเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 24 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัย
สำหรับข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
มาใช้บังคับแก่ผู้พิพากษาสมทบโดยอนุโลม
กลับข้างบน
|
|
|
 |
 |
|
| |
หมวดที่
3. วิธีพิจารณาคดีแรงงาน
|
ส่วนที่ 1: บททั่วไป
มาตรา 25 การส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นใดไปยังคู่ความในคดีแรงงาน
ให้กระทำโดยเจ้าพนักงานศาล หรือศาลแรงงาน
จะกำหนดให้ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ
หรือโดยวิธีอื่นก็ได้มาตรา 26 ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ศาลแรงงานได้กำหนด
ศาลแรงงานมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็น
และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
มาตรา 27 การยื่นคำฟ้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ
ในศาลแรงงาน ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียม
มาตรา 28 ในกรณีมีเหตุสมควร ศาลแรงงานอาจสั่งให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณา
ณ สถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นหรือสถานที่อื่นก็ได้
มาตรา 29 เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานเป็นไปโดยประหยัด
สะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีอำนาจออกข้อกำหนดใดๆ
ใช้บังคับในศาลแรงงานได้ เมื่อได้รับอนุมัติจากประธานศาลฎีกาแล้ว
ข้อกำหนดนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
ให้ใช้บังคับได้
มาตรา 30 ศาลแรงงานอาจขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีได้
มาตรา 31 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนการพิจารณาในศาลแรงงาน
เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลม
มาตรา 32 ในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นว่าการกระทำใดของคู่ความฝ่ายใดเป็นการปฏิบัติผิดขั้นตอน
หรือเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน
หรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ให้ศาลแรงงานมีอำนาจสั่งให้คู่ความฝ่ายนั้นปฏิบัติหรือละเว้นการกระทำใดๆ
เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว
การฝ่าฝืนคำสั่งศาลแรงงานตามวรรคหนึ่ง
ให้ศาลแรงงานมีอำนาจสั่งกักขังจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งศาล
แต่ต้องไม่เกินหกเดือน
ส่วนที่ 2: วิธีพิจารณาคดีแรงงานในศาลแรงงาน
มาตรา 33 คำฟ้องคดีแรงงานให้เสนอต่อศาลแรงงานที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลแรงงานนั้น
ถ้าโจทก์มีความประสงค์จะยื่นคำฟ้องต่อศาลแรงงานที่โจทก์หรือจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแรงงาน
เมื่อโจทก์แสดงให้ศาลแรงงานเห็นว่าการพิจารณาคดีในศาลแรงงานนั้นๆ
จะเป็นการสะดวก ศาลแรงงานจะอนุญาตให้โจทก์ยื่นคำฟ้องตามที่ขอนั้นก็ได้
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้ถือว่าสถานที่ที่ลูกจ้างทำงานเป็นที่ที่มูลคดีเกิดขึ้น
ไม่ว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาจะได้ดำเนินไปแล้วเพียงใด
ก่อนศาลแรงงานมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี
คู่ความอาจขอร้องต่อศาลแรงงานที่โจทก์ได้ยื่นคำฟ้องไว้
ขอให้โอนคดีไปยังศาลแรงงานอื่นที่มีเขตอำนาจได้
แต่จะต้องยกเหตุผลและความจำเป็นขึ้นอ้างอิง
เมื่อศาลแรงงานพิจารณาเห็นสมควรจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอนั้นก็ได้
แต่ห้ามมิให้ศาลแรงงานออกคำสั่งเช่นว่านั้น
เว้นแต่ศาลแรงงานที่จะรับโอนคดีไปนั้นได้ยินยอมเสียก่อน
ถ้าศาลแรงงานที่จะรับโอนคดีไม่ยินยอมก็ให้ศาลแรงงานที่จะโอนคดีนั้นส่งเรื่องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางชี้ขาด
คำชี้ขาดของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด
มาตรา 34 ในท้องที่จังหวัดใดที่ยังไม่มีศาลแรงงานจังหวัดจัดตั้งขึ้น
แต่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงานภาค โจทก์จะยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดหรือศาลแรงงานภาคก็ได้
ถ้าโจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดให้ศาลจังหวัดแจ้งไปยังศาลแรงงานภาค
เมื่อศาลแรงงานภาคสั่งรับคดีนั้นไว้พิจารณาแล้ว
ให้ศาลแรงงานภาคออกไปนั่งพิจารณาพิพากษา
ณ ศาลจังหวัดแห่งท้องที่นั้น
มาตรา 35 โจทก์อาจยื่นฟ้องเป็นหนังสือหรือมาแถลงข้อหาด้วยวาจาต่อหน้าศาลก็ได้
ถ้าโจทก์มาแถลงข้อหาด้วยวาจา ให้ศาลมีอำนาจสอบถามตามที่จำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
แล้วบันทึกรายการแห่งข้อหาเหล่านั้น อ่านให้โจทก์ฟัง
และให้โจทก์ลงลายมือชื่อไว้
ในกรณีที่มีโจทก์หลายคนศาลจะจัดให้โจทก์เหล่านั้นแต่งตั้งโจทก์คนใดคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้แทนในการดำเนินคดีก็ได้
วิธีการแต่งตั้งผู้แทนตามวรรคสาม ให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา
29
มาตรา 36 นายจ้างหรือลูกจ้างจะมอบอำนาจให้สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานซึ่งตนเป็นสมาชิก
หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
ดำเนินคดีแทนก็ได้
มาตรา 37 เมื่อศาลแรงงานสั่งรับคดีไว้พิจารณาแล้ว
ให้ศาลแรงงานกำหนดวันเวลาในการพิจารณาคดีโดยเร็วและออกหมายเรียกจำเลยให้มาศาลตามกำหนด
ในหมายนั้นให้จดแจ้งรายการแห่งข้อหาและคำขอบังคับให้จำเลยทราบ
และให้ศาลแรงงานสั่งให้โจทก์มาศาลในวันเวลาเดียวกันนั้นด้วย
จำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือก่อนวันเวลาที่ศาลแรงงานนัดให้มาศาลก็ได้
มาตรา 38 เมื่อโจทก์และจำเลยมาพร้อมกันแล้ว
ให้ศาลแรงงานไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกัน
โดยให้ถือว่าคดีแรงงานมีลักษณะพิเศษอันควรระงับลงได้ด้วยความเข้าใจอันดีต่อกันเพื่อทั้งสองฝ่ายจะได้มีความสัมพันธ์กันต่อไป
ในการไกล่เกลี่ยของศาลแรงงาน ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอหรือเมื่อศาลแรงงานเห็นสมควร
ศาลแรงงานจะสั่งให้ดำเนินการเป็นการลับเฉพาะต่อหน้าคู่ความเท่านั้นก็ได้
ในกรณีที่ศาลแรงงานได้ไกล่เกลี่ยแล้ว
แค่คู่ความไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้
ก็ให้ศาลแรงงานดำเนินการพิจารณาต่อไป
มาตรา 39 ในกรณีมีประเด็นที่ยังไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้
ให้ศาลแรงงานจดประเด็นข้อพิพาทและบันทึกคำแถลงของโจทก์กับคำให้การของจำเลยอ่านให้คู่ความฟัง
และลงลายมือชื่อไว้โดยจะระบุให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังก็ได้
แล้วให้ศาลแรงงานกำหนดวันสืบพยานไปทันที
ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ให้ศาลแรงงานบันทึกไว้
และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
มาตรา 40 เมื่อโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลตามมาตรา
37 แล้วไม่มาตามกำหนดโดนไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุที่ไม่มา
ให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป
ให้ศาลแรงงานมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจาก
สารบบความ
เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามมาตรา
37 แล้วไม่มาตามกำหนดโดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานทราบเหตุที่ไม่มา
ให้ศาลแรงงานมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว
ในกรณีที่โจทก์หรือจำเลยได้แจ้งให้ศาลแรงงานทราบสาเหตุแล้ว
และศาลแรงงานเห็นเป็นการอันสมควร ก็ให้กำหนดวันเวลานัดใหม่เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมาศาล
มาตรา 41 ในกรณีที่ศาลแรงงานมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบตามความมาตรา
40 วรรคหนึ่ง หรือมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดตามมาตรา
40 วรรคสอง หากโจทก์หรือจำเลยมาแถลงให้ศาลแรงงานทราบถึงความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลได้ภายในเจ็ดวัน
นับแต่วันที่ศาลแรงงานมีคำสั่ง ศาลแรงงานมีอำนาจไต่สวนถึงเหตุแห่งความจำเป็นนั้นได้
และหากเห็นเป็นการสมควรให้ศาลแรงงานมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งตามมาตรา
40 และดำเนินกระบวนพิจารณาที่ได้กระทำหลังจากที่ได้มีคำสั่งตามมาตรา
40 นั้นใหม่เสมือนหนึ่งมิได้เคยมีกระบวนการพิจารณาเช่วนว่านั้น
มาตรา 42 ในกรณีที่จำเลยไม่ยอมให้การตามมาตรา
39 วรรคสอง หรือในกรณีที่ศาลแรงงานจะพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามมาตรา
40 วรรคสอง ให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานตามที่จำเป็นมาพิจารณาก่อนชี้ขาดตัดสินคดีได้
มาตรา 43 ไม่ว่าการพิจารณาคดีจะดำเนินไปแล้วเพียงใด
ให้ศาลแรงงานมีดำนาจที่จะไกล่เกลี่ยให้คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกัน
ตามนัยที่บัญญัติไว้ในมาตรา 38 ได้เสมอ
มาตรา 44 เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์
การอ้างและการยื่นบัญชีระบุพยานของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ให้กระทำได้ภายในระยะเวลาที่ศาลแรงงานกำหนดตามที่เห็นสมควร
มาตรา 45 เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งขัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี
ให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร
ในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง
ให้สาลแรงงานเป็นผู้ซักถามพยานตัวความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงาน
เพื่อให้คดีเสร็จโดนรวดเร็ว ให้ศาลแรงงานนั่งพิจารณาคดีติดต่อกันไปโดยไม่ต้องเลื่อน
เว้นแต่มีเหติจำเป็นที่สำคัญ และศาลแรงงานจะเลื่อนครั้งหนึ่งได้ไม่เกินเจ็ดวัน
มาตรา 46 ในการบันทึกคำเบิกความของพยาน
เมื่อศาลแรงงานเห็นสมควรจะบันทึกข้อควายแต่โดยย่อก้อได้
แล้วให้พยานลงลายมือชื่อไว้
มาตรา 47 ให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลแรงงานหรือศาลฎีกาขอให้มาให้ความเห็นและพยานที่ศาลแรงงานเรียกมา
ได้รับค่าป่วยการค่าพาหนะเดินทาง และค่าเช่าที่พักตามที่ศาลแรงงานหรือศาลฎีกา
แล้วแต่กรณี เห็นสมควร
มาตรา 48 การพิจารณาคดีแรงงาน ให้ศาลแรงงานคำนึงถึงสภาพการทำงานภาวะค่าครองชีพ
ความเดือดร้อนของลูกจ้างระดับของค่าจ้างหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของลูกจ้างที่ทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน
รวมทั้งฐานะแห่งกิจการของนายจ้างตลอดจนสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมโดยทั่วไปประกอบการพิจารณา
เพื่อกำหนดให้เป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่ายด้วย
มาตรา 49 การพิจารณาคดีในกรณี นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง
ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างนั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไป
ในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง
ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้
ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทน
โดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง
ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง
มูลหุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ
ประกอบการพิจารณา
มาตรา 50 เมื่อได้สืบพยานตามที่จำเป็นแล้ว
ให้ถือว่าการพิจารณาเป็นอันสิ้นสุด แต่คู่ความอาจแถลงการณ์ปิดคดีด้วยวาจาในวันเสร็จการพิจารณานั้นได้
แล้วให้ศาลแรงงานอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในเวลาสามวันนับแต่วันนั้น
ผู้พิพากษาสมทบหากได้ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วจะไม่ร่วมอยู่ด้วยในเวลาอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ได้
ก่อนที่ศาลแรงงานอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง
ถ้าศาลแรงงานเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
ศาลแรงงานอาจทำการพิจารณาต่อไปอีกได้
มาตรา 51 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงาน
ให้ทำเป็นหนังสือ และต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี
พร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้นให้ศาลแรงงานส่งสำเนาคำพิพากษาหรือคำสั่งไปยังกรมแรงงานโดยมิชักช้า
มาตรา 52 ห้ามมิให้ศาลแรงงานพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง
เว้นแต่ในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอบังคับได้
มาตรา 53 คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ให้ถือว่าผูกพันเฉพาะคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานที่พิพากษา
หรือมีคำสั่งแต่ศาลแรงงานจะกำหนดให้คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นผูกพันนายจ้างและลูกจ้างอื่นซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีด้วยก็ได้
กลับข้างบน
|
|
|
|
 |
 |
|
| |
มาตรา 54 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น
คำพิพากษืหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้อุทธรณ์ได้เฉพาะในข้อกฎหมายไปยังศาลฎีกาภายในสิบห้าวัน
นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น
การอุทธรณ์นั้น ให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลแรงงานซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งและให้ศาลแรงงานส่งนำเนาอุทธรณ์แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในเจ็ดวัน
นับแต่วันที่ฝ่ายนั้นได้รับสำเนาอุทธรณ์
เมื่อได้มีการแก้อุทธรณ์แล้วหรือไม่แก้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามวรรคสอง
ให้ศาลแรงงานรีบส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา
มาตรา 55 การยื่นอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงาน
แต่คู่ความที่ยื่นอุทธรณ์อาจทำคำขอยื่นต่ำศาลแรงงานซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยชี้แจงเหตุผลอันสมควร
เพื่อให้ศาลฎีกาสั่งทุเลาการบังคับไว้ได้
มาตรา 56 ให้ศาลฎีกาพิจารณาและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีแรงงานโดยเร็ว
ในการพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ให้ถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานได้วินิจฉัยมา
แต่ถ้าข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานฟังมายังไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย
ให้ศาลฎีกาสั่งให้ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมที่ศาลฎีกาแจ้งไป
แล้วส่งสำนวนคืนศาลฎีกาโดยเร็ว
ในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลง
ก็ให้ศาลแรงงานพิพากษาคดีนั้นใหม่ และให้นำมาตรา
54 และมาตรา 55 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 57 ให้ประธานศาลฎีกาจัดตั้งแผนกคดีแรงงานขึ้นในศาลฎีกา
เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีแรงงานที่อุทธรณ์มาจากศาลแรงงาน
ในกรณีจำเป็นประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาอาจขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นเพื่อประกอบการ
พิจารณาพิพากษาคดีแรงงานได้
กลับข้างบน
|
|
|
 |
 |
|
| |
หมวดที่
5.วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาและการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง
|
มาตรา 58 ก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถ้ามีความจำเป็นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง
นอกจากอำนาจที่บัญญัติไว้เป็นการทั่วไปในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้วให้ศาลแรงงานมีอำนาจออกคำสั่งใด
ๆ ตามที่เห็นสมควรได้ด้วย
กลับข้างบน
|
|
|
 |
 |
|
| |
|
มาตรา 59 คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นตามมาตรา
3 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมคงพิจารณาพิพากษาต่อไปจนเสร็จ
แต่ถ้าศาลนั้นเห็นสมควรก็ให้โอนคดีไปให้ศาลแรงงานกลาง
ศาลแรงงานภาค หรือศาลแรงงานจังหวัดที่มีอำนาจพิจารณาคดีนั้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาต่อไปได้
มาตรา 60 ในระหว่างที่ศาลแรงงานภาคและศาลแรงงานจังหวัด
ยังมิได้เปิดทำการในท้องที่ใด ให้ศาลแรงงานกลางมีเขตอำนาจในท้องที่นั้นด้วย
โจทก์จะยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดแห่งท้องที่นั้นก็ได้
ให้ศาลจังหวัดแจ้งไปยังศาลแรงงานกลาง เมื่อศาลแรงงานกลางสั่งรับคดีนั้นไว้พิจารณาแล้วให้ศาลแรงงานกลางออกไปนั่งพิจารณาพิพากษา
ณ ศาลจังหวัดแห่งท้องที่นั้น
ผู้รับสนองพระราชโองการ
ส.โหตระกิตย์
รองนายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้
คือโดยที่คดีแรงงานเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากคดีแพ่งและคดีอาญาโดยทั่วไป
เพราะเป็นข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างแตกต่างไปจากคดีแพ่งและคดีอาญาโดยทั่วไปเพราะเป็นข้อจัดแย้ง
ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานหรือเกี่ยวกับสิทธิของนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน
และกฎหมายว่าด้วยแรงงานกับผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง
ทั้งการดำเนินคดีควรเป็นไปโดยสะดวก ประหยัด
รวดเร็ว เสมอภาคและเป็นธรรม เพื่อให้คู่ความมีโอกาสประนีประนอมยอมความ
และสามารถกลับไปทำงานร่วมกันโดยไม่เกิดความรู้สึกเป็นอริต่อกันจำเป็นต้องยกเว้นขั้นตอนและวิธีการต่าง
ๆ ที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหลายกรณีด้วยกัน
เพื่อให้เกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้นจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ข้อกำหนดศาลแรงงาน
ว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
พ.ศ. 2522 และโดยได้รับอนุมัติจากประธานศาลฎีกา
อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางออกข้อกำหนดสำหรับใช้บังคับในศาลแรงงานทุกศาลไว้ดังต่อไปนี้
การยื่นฟ้อง
ข้อ 1 ในกรณีที่โจทก์ยื่นฟ้องหรือคำร้องเป็นหนังสือ
จะใช้แบบพิมพ์ของกระทรวงยุติธรรม หรือจะใช้แบบพิมพ์
รง. 1 หรือ รง. 2 ท้ายข้อกำหนดนี้ก้อได้
ข้อ 2 ในกรณีที่โจทก์มาแจ้งความจำนงว่าจะฟ้องร้องด้วยวาจาให้ผู้พิพากษาแห่งศาลแรงงานที่มีเขตอำนาจ
หรือผู้พิพากษาแห่งศาลจังหวัดที่มีมูลคดีที่จะฟ้องร้องนั้นเกิดขึ้นในเขต
ออกนั่งฟังคำแถลงด้วยวาจาและสอบถามเพิ่มเติมตามที่จำเป็น
แล้วบันทึกรายการไว้ในแบบพิมพ์ รง. 1 หรือ
รง. 2
ข้อ 3 เมื่อผู้พิพากษาแห่งศาลแรงงานได้รับสั่งคำฟ้องหรือคำร้องที่โจทก์นำมายื่นหรือตามที่ได้บันทึกไว้
ในแบบพิมพ์ รง. 1 หรือ รง. 2 แล้ว ให้รีบนำเสนออธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางหรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค
เพื่อกำหนดตัวผู้พิพากษาและผู้พิพากษาสมทบโดยเร็ว
ข้อ 4 ให้ผู้พิพากษาแห่งศาลจังหวัดรีบส่งคำฟ้องหรือคำร้องที่โจทก์นำมายื่นหรือรายการแห่งคำฟ้อง
หรือคำร้องที่บันทึกไว้ไปยังศาลแรงงานกลางหรือศาลแรงงานภาคที่คดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว
หากศาลแรงงานกลางหรือศาลแรงงานภาคเห็นสมควรสั่งรับไว้พิจารณาก็ให้สั่งรับ
แล้วรีบนำเสนออธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางหรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาคเพื่อกำหนดตัวผู้พิพากษาและผู้พิพากษาสมบทโดยเร็ว
กำหนดวันเวลาในการพิจารณา
ข้อ 5 เมื่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางหรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค
ได้กำหนดตัวผู้พิพากษาและผู้พิพากษาสมทบแล้วให้ผู้พิพากษากำหนดวันเวลาในการพิจารณาคดีนั้นโดยเร็ว
แล้วแจ้งให้โจทก์ทราบและสั่งให้มาศาลโดยใช้แบบพิมพ์
รง. 3 ท้ายข้อกำหนดนี้ กับให้ออกหมายเรียกจำเลยให้มาศาลตามกำหนดดังกล่าวโดยใช้แบบพิมพ์
รง. 4 ท้ายข้อกำหนดนี้
ในกรณีที่โจทก์ยังอยู่ที่ศาลหรือมาศาล ศาลจะสั่งให้โจทก์ลงชื่อรับทราบกำหนดนัดแทนก็ได้
การกำหนดวันตามวรรคหนึ่ง ไม่ควรให้เกิน
7 วัน นับแต่วันสั่งรับคดีไว้พิจารณาเว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจกำหนดให้เร็วกว่านั้นได้
ข้อ 6 ในกรณีที่ศาลแรงงานจะต้องออกไปนั่งพิจารณาพิพากษา
ณ ศาลจังหวัดแห่งท้องที่ที่มีมูลคดีเกิดขึ้น
ให้รีบแจ้งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนั้น
ๆ ทราบ กับขอความร่วมมือในการส่งคำสั่งถึงโจทก์และหมายเรียกจำเลยด้วย
ข้อ 7 ให้จ่าศาลเป็นผู้ออกหนังสือเชิญผู้พิพากษาสมทบมานั่งพิจารณาคดี
ในกรณีรีบด่วนจะติดต่อเชิญทางโทรศัพท์ก็ได้
หากผู้พิพากษาสมทบคนใดที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางหรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค
กำหนดตัวให้มานั่งพิจารณาคดีมีความจำเป็นจะมาศาลไม่ได้
ให้ติดต่อเชิญผู้พิพากษาสมทบซึ่งได้กำหนดสำรองไว้สำหรับคดีนั้น
ถ้าไม่มีการกำหนดผู้พิพากษาสมทบสำรองไว้ก็รีบรายงานอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง
หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาคเพื่อกำหนดตัวผู้พิพากษาสมทบคนอื่นแทน
การยื่นคำให้การ
ข้อ 8 ในกรณีที่จำเลยประสงค์จะยื่นคำให้การเป็นหนังสือ
ให้ใช้แบบพิมพ์คำให้การของกระทรวงยุติธรรมการไกล่เกลี่ยให้คู่ความตกลงกัน
ข้อ 9 เมื่อศาลแรงงานได้พยายามไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันตามเจตนารมณ์ของมาตรา
38 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
พ.ศ. 2522 แล้ว แต่คู่ความไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประรีประนอมยอมความกันได้
และศาลจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ให้ศาลจดประเด็นข้อพิพาทและบันทึกคำแถลงของโจทก์กับคำให้การของจำเลยไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา
ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ก็ให้ศาลบันทึกไว้ให้ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณา
การสืบพยาน
ข้อ 10 ในกรณีที่ศาลแรงงานสั่งให้มีการสืบพยาน
ศาลจะสอบถามโจทก์และจำเลยแต่ละฝ่ายว่าประสงค์จะอ้างสืบพยานใดบ้าง
แล้วจดรายชื่อและที่อยู่ของพยานบุคคล สภาพและสถานที่เก็บของพยานเอกสารหรือวัตถุไว้
หรือจะให้คู่ความทำบัญชีระบุพยานยื่นต่อศาลในวันนั้นหรือภายในกำหนด
2 วันก็ได้
ในกรณีที่คู่ความอ้างพยานบุคคล พยานเอกสาร
หรือพยานวัตถุ ให้ศาลพิจารณาถึงความสำคัญและความจำเป็นของการสืบพยานเช่นว่านั้น
แล้วสั่งให้คู่ความนำพยานเช่นว่านั้นมาศาลหรือออกหมายเรียก
หรือคำสั่งเรียกให้ สำหรับพยานเอกสารหรือ
พยานวัตถุที่คู่ความฝ่ายหนึ่งอ้างว่าอยู่ในความครอบครองดูแลรักษาของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง
ก็ให้ศาลมีคำสั่งให้คู่ความฝ่ายนั้นส่งต่อศาลภายใต้กำหนดเวลาตามที่เห็นสมควร
ถ้าคู่ความได้นำพยานทั้งหมดหรือบางส่วนมาศาลพร้อมที่จะสืบได้ในวันนั้นให้ศาลรีบดำเนินการสืบพยานไปทันที
เว้นแต่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้คัดค้านเสียก่อนเริ่มต้นสืบพยาน
ในกรณีที่ไม่อาจสืบพยานได้ในวันนั้น ให้ศาลกำหนดวันสืบพยานในวันอื่นแต่ไม่เกิน
5 วันนับแต่วันนั้น เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจกำหนดให้เร็วกว่านั้นได้
การจ่ายค่าป่วยการ ค่าพาหนะเดินทาง ค่าเช่าที่พัก
ของพยาน ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้เชี่ยวชาญ
ข้อ 11 ให้ศาลแรงงานกำหนดค่าป่วยการของพยานที่ศาลเรียกมาตามรายได้และฐานะของพยาน
แต่ไม่ให้เกินวันละ หนึ่งร้อยห้าสิบบาท
กับค่าพาหนะเดินทางและค่าเช่าที่พักของพยานที่เสียไปด้วยตามสมควร
ข้อ 12 ให้ศาลแรงงานกำหนดค่าป่วยกานของผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญ
แต่ไม่ให้เกินวันละสองร้อยบาท กับค่าพาหนะเดินทางและค่าเช่าที่พักของผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่เสียไปด้วยตามสมควร
ข้อ 13 ให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีจดแจ้งจำนวนค่าป่วยการ
ค่าพาหนะเดินทาง และค่าเช่าที่พักของพยานหรือผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญตามข้อ
11 หรือ ข้อ 12 ลงในแบบพิมพ์ รง. 5 ท้ายข้อกำหนดนี้
แล้วมอบให้แก่บุคคลดังกล่าวนำไปขอรับเงินตามจำนวนที่ระบุจากจ่าศาลหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของศาล
แบบพิมพ์
ข้อ 14 การมอบอำนาจให้สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีแทนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน
และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
พ.ศ. 2522 มาตรา 36 คู่ความจะใช้แบบพิมพ์
รง. 6 ท้ายข้อกำหนดนี้ก็ได้
ข้อ 15 ในการยื่นของส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในข้อกำหนดนี้
ศาลแรงงานเจ้าพนักงานของศาลแรงงานคู่ความ
หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องจะต้องใช้แบบพิมพ์ที่กระทรวงยุติธรรมได้จัดไว้
สำหรับการยื่นอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
พ.ศ. 2522 มาตรา 54 ให้ใช้แบบพิมพ์อุทธรณ์แบบ
( 32 ) และแบบพิมพ์ท้ายอุทธรณ์ แบบ ( 33
) ส่วนคำแก้อุทธรณ์ให้ใช้แบบพิมพ์คำแก้อุทธรณ์
แบบ ( 34 ) และแบบพิมพ์ท้ายคำแก้อุทธรณ์
แบบ ( 35 )
ข้อ 16 ให้ใช้ข้อกำหนดนี้ตั้งแต่วันที่
1 มีนาคม 2523 เป็นต้นไป
กลับข้างบน
|
|
|
 |
 |
|
|